วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

v การเลือกสื่อการสอนให้ความสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์และประสบการณ์
       ในการเรียนการสอนนั้น  วัตถุประสงค์ของการเรียนนับเป็นสิ่งสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งผู้สอนจะต้องกำหนดไว้เพื่อเป็นหลักว่า  จะสอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และได้รับประสบการณ์ด้านใดบ้างจากบทเรียนนั้น  ทั้งนี้เพื่อที่จะสามารถเลือกสื่อการสอนได้อย่างเหมาะสมกับวิธีการสอนแต่ละอย่างด้วยจากผลงานวิจัยของอัลเลน (Allen) เกี่ยวกับการเลือกสื่อการสอน อัลเลนได้แสดงตารางประสิทธิภาพของสื่อชนิดต่างๆเพื่อให้ผู้สอนสามารถเลือกสื่อเพื่อใช้สอนได้สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์และประกอบการเรียนรู้อันจะทำให้การเรียนการสอนมีคุณค่าและได้ผลดีมากยิ่งขึ้น  
ขั้นตอนการเลือกสื่อการสอน            
   การใช้สื่อการสอนนั้นอาจใช้เฉพาะขั้นตอนใดตอนหนึ่งของการสอน  หรือจะใช้ในทุกขั้นตอนก็ได้ดังนี้
1.             ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน   เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในเนื้อหาที่กำลังจะเรียนที่ใช้ในขั้นนี้จึงเป็นสื่อที่แสดงเนื้อหากว้างๆหรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเรียนในครั้งก่อนยังมิใช่สื่อที่เน้นเนื้อหาเจาะลึกอย่างแท้จริง  อาจเป็นสื่อที่เป็นแนวปัญหาหรือเพื่อให้ผู้เรียนคิดและควรเป็นสื่อที่ง่ายต่อการนำเสนอในระยะเวลาอันสั้น  เช่น  ภาพ  บัตรคำ  หรือบัตรปัญหา  เป็นต้น
2.             ขั้นดำเนินการสอนหรือประกอบกิจกรรมการเรียน  เป็นขั้นสำคัญในการเรียนเพราะเป็นขั้นที่จะให้ความรู้เนื้อหาอย่างละเอียดเพื่อสนองวัตถุประสงค์ตั้งไว้   ผู้สอนต้องเลือกสื่อให้ตรงกับเนื้อหาและวิธีการสอนหรืออาจจะใช้สื่อหลายแบบก็ได้  ต้องมีการจัดลำดับขั้นตอนการใช้สื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับกิจกรรมการเรียน  การใช้สื่อในขณะนี้จะต้องเป็นสื่อที่เสนอความรู้อย่างละเอียดถูกต้องและขัดเจนแก่ผู้เรียน  การใช้สื่อในขั้นนี้จะต้องเป็นสื่อที่เสนอความรู้อย่างละเอียดถูกต้องและชัดเจนแก่ผู้เรียน  เช่น  ภาพยนตร์  สไลด์  แผ่นโปร่งใส  เป็นต้น
3.             ขั้นวิเคราะห์และฝึกปฏิบัติ  เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ตรงแก่ผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนได้ทดลองนำความรู้ด้านทฤษฎีหรือหลักการที่เรียนมาแล้วไปใช้แก้ปัญหาในขั้นฝึกหัดโดยการลงมือฝึกปฏิบัติเองสื่อในขั้นนี้จึงเป็นสื่อที่เป็นประเด็นปัญหาให้ผู้เรียนได้ขบคิดโดยผู้เรียนเป็นผู้ใช้สื่อเองมากที่สุด  เช่น  ภาพ  บัตรปัญหา  เป็นต้น
4.             ขั้นสรุปบทเรียน  เป็นขั้นของการเรียนการสอนเพื่อการย้ำเนื้อหาบทเรียนให้ผู้เรียนมีความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งด้วย  ขั้นสรุปนี้ควรใช้เพียงระยะเวลาสั้นๆเช่นเดียวกับขั้นนำ  สื่อที่ใช้สรุปจึงควรครอบคลุมเนื้อหาสำคัญทั้งหมดโดยย่อและย่อและใช้เวลาน้อย  เช่น  แผนภูมิ  แผ่นโปร่งใส  เป็นต้น
5.             ขั้นประเมินผู้เรียน   เป็นการทดสอบว่าผู้เรียนสามารถเรียนรู้หรือเข้าใจในสิ่งที่เรียนไปถูกต้องมากน้อยเพียงใดและบรรลุตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ตั้งไว้หรือไม่  สื่อในขั้นการประเมินนี้มักจะเป็นคำถามจากเนื้อหาบทเรียนโดยอาจมีภาพประกอบด้วยก็ได้  อาจนำบัตรคำหรือสื่อต่างๆ ที่ใช้ในขั้นกิจกรรมการเรียนมาถามอีกครั้งหนึ่ง  และอาจเป็นการทดสอบโดยการปฏิบัติจากสื่อหรือการกระทำของผู้เรียนเพื่อทดสอบดุว่าผู้เรียนสามารถมีทักษะจากการฝึกปฏิบัติอย่างถูกต้องครบถ้วนหรือไม่


 หลักการใช้สื่อการสอน          
ภายหลังจากที่ผู้สอนได้เลือกและตัดสินใจแล้วว่าจะใช้สื่อประเภทใดในการสอน  เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้จากการถ่ายทอดเนื้อหาของสื่อนั้นได้ดีที่สุด  ผู้สอนจำเป็นต้องมีหลักในการใช้สื่อการสอนตามลำดับดังนี้
1.             เตรียมตัวผู้สอน   เป็นการเตรียมตัวในการอ่าน  ฟังหรือดูเนื้อหาที่อยู่ในสื่อที่จะใช้ว่ามีเนื้อหาถูกต้อง  ครบถ้วน  และตรงกับที่ต้องการใช้หรือไม่  ถ้าสื่อนั้นมีเนื้อหาไม่ครบ  ผู้สอนจะเพิ่มเติมโดยวิธีการใดในจุดไหนบ้าง  จะมีวิธีการใช้สื่ออย่างไร  เช่น  ใช้ภาพนิ่งเพื่อเป็นการนำบทเรียนที่จะสอน  แล้วอธิบายเนื้อหาเกี่ยวกับบทเรียนนั้น  ต่อจากนั้นเป็นการให้ชมวิดีทัศน์เพื่อเสริมความรู้และจบลงโดยการสรุปด้วยแผ่นโปร่งใสอีกครั้งหนึ่ง  ดังนี้เป็นต้น  ขั้นตอนเหล่านี้ผู้สอนต้องเตรียมตัวโดยเขียนลงในแผนการสอนเพื่อการใช้สื่อได้ถูกต้อง
2.             เตรียมจัดสภาพแวดล้อม  โดยการจัดเตรียมวัสดุเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ให้พร้อม  ตลอดจนจัดเตรียมสถานที่ห้องเรียนให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมด้วย  เช่น  มีแผ่นโปร่งใสและปากกาเขียนอยู่หรือไม่  ม้วนวีดิทัศน์ที่นำมาจะฉายมีการกรอกลับตั้งแต่ต้นเรื่องหรือยังเครื่องรับโทรทัศน์ต่อเข้ากับเครื่องเล่นวีดิทัศน์เรียบร้อยไหม  ที่นั่ง  ของผู้เรียนอยู่ในระยะที่เหมาะสมหรือไม่ ฯลฯ สภาพแวดล้อมและความพร้อมต่างๆเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไปด้วยความสะดวกราบรื่นไม่เสียเวลา
3.             เตรียมพร้อมผู้เรียน  เป็นการเตรียมตัวผู้เรียนโดยมีการแนะนำหรือให้ความคิดรวบยอดว่าเนื้อหาในสื่อนั้นเป็นอย่างไร  เพื่อให้ผู้เรียนเตรียมพร้อมในการฟัง  ดูหรืออ่านบทเรียนจากสื่อนั้นให้เข้าใจได้ดีละสามารถจับประเด็นสำคัญของเนื้อหาได้  หรือหากผู้เรียนมีการใช้สื่อด้วยตนเอง  ผู้สอนต้องบอกวิธีการใช้ในกรณีที่เป็นอุปกรณ์ที่ผู้เรียนยังไม่เคยใช้มาก่อน  และผู้สอนก็ควรบอกกล่าวล่วงหน้าว่าหลังจากมีการเรียนหรือใช้เหล่านั้นแล้วผู้เรียนจะต้องมีกิจกรรมอะไรบ้าง  เช่น  มีการทดสอบ  การอภิปราย  การแสดง  หรือการปฏิบัติ  ฯลฯ  เพื่อผู้เรียนจะเตรียมตัวได้ถูกต้อง
1.             การใช่สื่อ  ผู้สอนต้องใช้สื่อให้เหมาะสมกับขั้นตอนที่เตรียมไว้แล้วเพื่อให้ดำเนินการสอนไปได้อย่างราบรื่น  และต้องควบคุมการเสนอสื่อให้ถูกต้อง  ตัวอย่างเช่น ในการฉายวีดิทัศน์   ผู้สอนต้องปรับภาพที่ออกทางเครื่องรับโทรทัศน์ให้ชัดเจน  ปรับเสียงอย่าให้ดังจนรบกวนห้องเรียนอื่นหรือค่อยจนเกินไปจนผู้เรียนที่นั่งอยู่หลังห้องไม่ได้ยิน  หรือดูว่ามีแสงตกบนจอภาพหรือไม่  ดังนี้เป็นต้น
2.             การติดตามผล  หลังจากที่มีการเสนอสื่อแล้ว  ควรมีการติดตามผลโดยการให้ผู้เรียนตอบคำถาม  อภิปราย  หรือเขียนรายงานมาส่ง  เพื่อเป็นการทดสอบว่าผู้เรียนเข้าใจบทเรียนและเรียนรู้จากสื่อที่เสนอไปนั้นอย่างถูกต้องหรือไม่  เพื่อผู้สอนจะได้สามารถทราบจุดบกพร่องและแก้ไขปรับปรุงการสอนของตนได้

การประเมินสื่อการสอน
      นอกจากในการใช้สื่อการสอนตามขั้นตอนต่างๆดังกล่าวมาแล้วผู้สอนควรจะต้องมีการวิเคราะห์เช่นก่อนว่า  มีการสื่อการสอนอย่างเหมาะสมและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่  ดังนั้น  จึงควรต้องมีการประเมินการใช้สื่อการสอนตามขั้นตอนต่างๆดังนี้
1.              ประเมินการวางแผนก่อนใช้สื่อ   เพื่อดูว่าสิ่งต่างๆที่วางไว้สามารถดำเนินไปตามแผนหรือไม่  หรือเป็นไปเพียงตามหลักการทฤษฎีแต่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริงจึงต้องเก็บรวบรวมข้อมูลไว้เพื่อแก้ไขปรับปรุงในการวางแผนครั้งต่อไป
2.             ประเมินกระบวนการใช้สื่อ  เพื่อดูว่าการใช่สื่อในแต่ละขั้นตอนประสบปัญหาหรืออุปสรรคอย่างไรบ้าง  มรสาเหตุมาจากอะไรและมีการเตรียมป้องกันไว้หรือไม่
3.             ประเมินผลที่ได้จากการใช้สื่อ เป็นผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนโดยตรงว่าเมื่อเรียนแล้วผู้เรียนสามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ตั้งไว้หรือไม่และผลที่ได้นั้นเป็นไปตามเกณฑ์หรือต่ำกว่าเกณฑ์
การวางแผนอย่างเป็นระบบในการใช้สื่อการสอน
v การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียน  (Analyze Learner Characteristics)
     เป็นการวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียนเพื่อผู้สอนจะได้ทราบว่า  ผู้เรียนมีความพร้อมในการเรียนนั้นมากน้อยเพียงใด  ทั้งนี้เพราะการที่จะใช้สื่อให้ได้ผลดีย่อมจะต้องเลือกสื่อให้มีความสัมพันธ์กับลักษณะผู้เรียน  ในเรื่องนี้ผู้สอนจะต้องคำนึงถึงลักษณะทั่วไปและลักษณะเฉพาะของผู้เรียนลักษณะทั่วไปได้แก่  อายุ  ระดับความรู้  สังคม  เศรษฐกิจ  และวัฒนธรรมของผู้เรียนแต่ละคน  ถึงแม้ว่าลักษณะทั่วไปของผู้เรียนไม่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาบทเรียนก็ตาม  แต่ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้สอนสามารถตัดสินระดับของบทเรียนและเพื่อเลือกตัวอย่างของเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้เรียนได้สำหรับลักษณะเฉพาะของผู้เรียนแต่ละคนนั้น  นับว่ามีส่วนสำคัญโดยตรงกับเนื้อหาบทเรียนตลอดจนสื่อการสอนและวิธีการที่จะนำมาใช้สอน  สิ่งที่จะต้องนำมาใช้ในการวิเคราะห์   ได้แก่
1.             ทักษะที่มีมาก่อน (prerequisite  skills) เพื่อให้ทราบว่าผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานหรือทักษะที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนนั้นอะไรบ้างก่อนที่จะเรียน
2.             ทักษะเป้าหมาย (target skills )  ผู้เรียนมีความชำนาญในทักษะที่จะสอนนั้นมาก่อนหรือไม่  เพื่อจะได้สอนให้ตรงกับที่วางจุดมุ่งหมายไว้
3.             ทักษะในการเรียน (study  skills) ผู้เรียนสามารถขั้นต้นทางด้านภาษา  การอ่านเขียน  การคำนวณ ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยในการเรียนรู้นั้นในระดับมากน้อยเพียงไร
4.             ทัศนคติ (attitudes)  ผู้เรียนมีทัศนคติอย่างไรต่อวิชาที่จะเรียนนั้น
              การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียนนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นการกระทำเพียงผิวเผินก็ตาม  แต่ก็สามารถนำไปใช้ในการเลือกสื่อที่เหมาะสมได้  เช่น  หากผู้เรียนมีทักษะในการอ่านต่ำกว่าเกณฑ์ก็สามารถช่วยได้ด้วยการใช้สื่อประเภทที่มิใช่สื่อสิ่งพิมพ์  หรือถ้าหากผู้เรียนในกลุ่มนั้นมีความแตกต่างกันมากก็สามารถให้เรียนด้วยชุดการเรียนการสอนรายบุคคล  เป็นต้น
              การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียนอาจจะทำได้ยากเป็นบางครั้ง  ทั้งนี้เพราะผู้สอนอาจมีเวลาน้อยที่จะสังเกต  หรือผู้เรียนอาจเป็นผู้มาจากที่อื่นที่เข้ามาเรียนหรอรับการอบรม  แต่ก็สามารถกระทำด้วยการสนทนากับผู้เรียนหรือผู้ร่วมชั้นอื่นๆ  หรืออาจมีการทดสอบก่อนเรียนเพื่อดูพื้นฐานของผู้เรียนก็ได้
                                                                                                                                                                       
v การกำหนดวัตถุประสงค์ (State  Objectives)
           วัตถุประสงค์เป็นสิ่งที่ตั้งขึ้นเพื่อคาดหวังว่าผู้เรียนจะสามารถบรรลุถึงสิ่งใดหรือมีความสามารถใหม่อะไรบ้างในการเรียนนั้น  การตั้งหรือกำหนดวัตถุประสงค์ในการเรียนการสอนนี้เพื่อ
1.             ผู้สอนจะได้ทราบว่าการเรียนการสอนนั้นมีวัตถุประสงค์อะไรเพื่อสะดวกในการเลือกสื่อและวิธีการให้ถูกต้อง  วัตถุประสงค์นี้จะช่วยผู้สอนในการจัดลำดับกิจกรรมการเรียนและสร้างสิ่งแวดล้อมหรือประสบการณ์การเรียนรู้ให้บรรลุตามวัตถุนั้น
2.             ช่วยในการประเมินผู้เรียนได้อย่างถูกต้อง  เพราะผู้สอนจะไม่ทราบเลยว่าผู้เรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ถ้าไม่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ก่อน
3.             ช่วยให้ผู้เรียนทราบว่าเมื่อเรียนบทเรียนนั้นแล้วจะสามารถเรียนรู้หรือกระทำอะไรได้บ้าง
การกำหนดวัตถุประสงค์    ควรประกอบด้วย
1.             การกระทำ (Performance)  เป็นสิ่งที่คาดหวังว่าผู้เรียนจะสามารถกระทำอะไรได้บ้างภายหลังจากการเรียนแล้ว  ซึ่งการกระทำนั้นต้องเป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้
2.             เงื่อนไข  (Conditions) เป็นข้อกำกัดหรือเงื่อนไขที่ตั้งขึ้นโดยการรวมอยู่ภายใต้การกระทำนั้น
3.             เกณฑ์ (Criteria) เพื่อเป็นการตัดสินการกระทำนั้นว่าเป็นไปตามที่กำหนดไว้หรือไม่
              เมื่อกำหนดวัตถุประสงค์แล้ว  ควรมีการแบ่งประเภทหรือระดับของขอบเขตการเรียนรู้ทั้งนี้เพื่อประโยชน์หรือแนวทางในการตัดสินใจว่า  การเรียนรู้นั้นจะคลอบคลุมแนวของทักษะหรือพฤติกรรมอะไรบ้าง  จึงต้องมีการกำหนดเป็น วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมได้แก่
1.             พุทธิพิสัย  เป็นวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เพื่อวัดการเรียนรู้ของผู้เรียนเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ  สติปัญญา  และการพัฒนา  เป็นต้น
2.             จิตตพิสัย  เป็นวัตถุประสงค์ทางด้านความคิด  ทัศนคติ  ความรู้สึก  ค่านิยม  และการเสริมสร้างทางปัญญา
3.             ทักษะพิสัย  เป็นวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการกระทำ  การแสดงออก  หรือการปฏิบัติ
v   การเลือก  ดัดแปลง  หรือออกแบบสื่อ (Select, Modify, or Design Materials)
            การที่จะมีสื่อวัสดุที่เหมาะสมในการเรียนการสอนสามารถทำได้ 3 วิธี คือ
1.             เลือกจากสื่อที่มีอยู่แล้ว   ส่วนใหญ่ในสถาบันการศึกษามักจะมีทรัพยากรที่สามารถใช้เป็นสื่อได้อยู่แล้ว  ดังนั้น สิ่งที่ผู้สอนต้องกระทำคือ  ตรวจสอบดูว่ามีสิ่งใดที่จะใช้เป็นสื่อได้บ้างโดยเลือกให้ตรงกับลักษณะของผู้เรียนและวัตถุประสงค์ของการเรียน  เช่น  สื่อที่มีอยู่มีเนื้อหาข้อมูลและกิจกรรมที่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่   และการเลือกสื่อนั้นย่อมขึ้นอยู่กับวิธีการสอนในบทเรียนละข้อจำกัดของสถานการณ์การเรียนการสอนด้วย
2.             ดัดแปลงสื่อที่มีอยู่แล้ว  ให้ใช้ได้ดีและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น  ทั้งนี้ย่อมขึ้นกับเวลาและงบประมาณในการดัดแปลงสื่อนั้นด้วย  เช่น มีภาพยนตร์เสียงในฟิล์มเป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามีการแปลเป็นภาษาไทยแล้วบันทึกเสียงลงใหม่เพื่อให้ผู้เรียนชมและฟังเข้าใจง่ายขึ้น  จะคุ้มกับเวลาและการลงทุนหรือไม่  เป็นต้น
1.             การออกแบบสื่อใหม่  ในกรณีที่ไม่มีสื่อสื่อเดิมอยู่แล้วไม่สามารถนำมาดัดแปลงให้ใช้ได้ตามที่ต้องการ  ผู้สอนย่อมต้องมีการออกแบบและจัดทำสื่อใหม่ซึ่งต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายๆอย่าง  เช่น  ให้ต้องตรงกับวัตถุประสงค์ของการเรียนและลักษณะของผู้เรียนมีงบประมาณในการจัดทำเพียงพอหรือไม่  มีเครื่องมือและผู้ชำนาญในการจัดทำสื่อหรือไม่  เป็นต้น
v การใช้สื่อ (Utilize  Materials)
เป็นขั้นของการกระทำจริงซึ่งผู้สอนจะต้องดำเนินการดังนี้
1.             ดูหรืออ่านเนื้อหาในสื่อเหล่านั้นก่อนเป็นการเตรียมตัว  เช่น  ดูสไลด์หรือวีดิทัศน์เพื่อศึกษาเนื้อหาให้แม่นยำก่อนนำไปสอน  หรืออ่านบทวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องนั้นร่วมด้วย
2.             จัดเตรียมสถานที่  ที่นั่งเรียน  อุปกรณ์เครื่องมือ  และสิ่งต่างๆเพื่อความสะดวกเรียบร้อยก่อนการสอน  และควรต้องทดลองอุปการณ์ที่จะใช้ก่อนว่าใช้ดีหรือไม่
3.             เตรียมตัวผู้เรียน  โดยการใช้สื่อนำเข้าสู่บทเรียน  ถ้ามีการฉายวีดิทัศน์หรือภาพยนตร์ให้ชมก็ควรจะต้องสรุปเนื้อหาเรื่องที่จะชมนั้นให้ผู้เรียนทราบเสียก่อนว่าเกี่ยวข้องกับบทเรียนอย่างไรบ้าง  เป็นการแนะนำก่อนล่วงหน้าและเพื่อสร้างแรงจูงใจแกผู้เรียน
4.             ควบคุมชั้นเรียน  เพื่อให้ผู้เรียนมีความสนใจในสื่อที่นำเสนอนั้น